หลักจรรยาบรรณของผู้ตรวจการ

สำนักผู้ตรวจการของบริษัทอีตั้นได้เข้าร่วมตกลงในหลักจรรยาบรรณและมาตรฐานการปฏิบัติของสมาคมผู้ตรวจการ (Ombudsman Association) อันมีแนวปฏิบัติโดยทั้งปวงดังแสดงไว้ด้านล่างนี้

หลักจรรยาบรรณ

คำนำ:

สมาคมผู้ตรวจการนานาชาติ (IOA) มุ่งมั่นในความเป็นเลิศด้านการปฏิบัติงานของผู้ตรวจการ โดยหลักจรรยาบรรณของ IOA ได้บัญญัติหลักจรรยาบรรณทางวิชาชีพที่สมาชิกต้องยึดมั่นปฏิบัติในฐานะผู้ตรวจการขององค์กรของตน หลักจรรยาบรรณดังกล่าว อันมีรากฐานตามประเพณีและค่านิยมของการปฏิบัติในฐานะผู้ตรวจการ สะท้อนถึงคำมั่นในการส่งเสริมการปฏิบัติตามจรรยาบรรณ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตรวจการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อรักษาไว้ซึ่งความซื่อสัตย์สุจริตของวิชาชีพผู้ตรวจการ โดยผู้ตรวจการต้องปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์และเที่ยงตรง ให้ความเคารพต่อสมาชิกทั้งหมดขององค์กรที่ตนได้ปฏิบัติหน้าที่ และส่งเสริมกระบวนการอันเป็นธรรมทั้งโดยหลักการและการบริหารดูแลการปฏิบัติงาน กระบวนการ และนโยบายขององค์กร

หลักการทางจรรยาบรรณ:

ความเป็นอิสระ
ผู้ตรวจการต้องมีความเป็นอิสระในองค์กรในระดับที่มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งในเชิงโครงสร้าง หน้าที่ และภาพลักษณ์

ความเป็นกลางและความเป็นธรรม
ผู้ตรวจการต้องยึดมั่นในความเป็นกลาง ไร้ความเอนเอียง และต้องยึดมั่นในความเป็นธรรม โดยจะต้องไม่ข้องเกี่ยวในสถานการณ์อันอาจก่อให้เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน

การรักษาความลับ
ผู้ตรวจการต้องเก็บรักษาข้อมูลทั้งหมดของผู้ที่ขอความช่วยเหลือเอาไว้เป็นความลับ และห้ามมิให้มีการแพร่งพรายข้อมูลความลับดังกล่าวเว้นแต่ได้รับอนุญาตให้กระทำการได้ และยกเว้นในกรณีที่ข้อมูลความลับนั้นอาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อปัญหาหรือความเสียหายอันรุนแรง

สถานะอันไม่เป็นทางการ
ผู้ตรวจการควรอยู่ในสถานะอันไม่เป็นทางการ โดยต้องไม่มีส่วนร่วมโดยตรงในการตัดสินวินิจฉัยหรือการบริหารจัดการอันเกี่ยวเนื่องกับปัญหาหรือข้อกังวลที่ตนได้รับทราบ

มาตรฐานการปฏิบัติของ IOA

คำนำ:
มาตรฐานการปฏิบัติของ IOA นั้น มีรากฐานจากหลักการทางจรรยาบรรณดังระบุไว้ในหัวข้อหลักจรรยาบรรณของ IOA โดยสำนักผู้ตรวจการแต่ละแห่งควรมีกฎบัตรหรือขอบเขตงานที่ได้รับการอนุมัติจากผู้บริหารระดับสูง เพื่อผสานหลักการหน้าที่ของผู้ตรวจการเข้ากับองค์กรดังกล่าว และเพื่อให้มีความสอดคล้องตามมาตรฐานการปฏิบัติของ IOA
มาตรฐานการปฏิบัติ:

ความเป็นอิสระ
1.1 สำนักผู้ตรวจการและผู้ตรวจการต้องมีความเป็นอิสระจากหน่วยงานอื่นๆ ขององค์กร
1.2 ผู้ตรวจการต้องไม่ดำรงตำแหน่งอื่นใดภายในบริษัทอันอาจกระทบต่อความเป็นเอกเทศของตน
1.3 ผู้ตรวจการต้องมีอำนาจในการตัดสินใจและเลือกวิธีปฏิบัติได้ด้วยดุลยพินิจของตนโดยตลอด ทั้งต่อปัญหาข้อกังวลของบุคคล แนวโน้มของเหตุการณ์ หรือข้อกังวลของกลุ่มบุคคล นอกจากนี้ผู้ตรวจการยังอาจดำเนินการต่อปัญหาข้อกังวลอันตรวจพบโดยผู้ตรวจการเองได้ด้วย
1.4 ผู้ตรวจการต้องมีสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลทั้งปวงและบุคลากรทั้งหมดในองค์กร ตราบเท่าที่บัญญัติไว้โดยกฎหมาย
1.5 ผู้ตรวจการต้องมีอำนาจในการเลือกพนักงานประจำสำนักผู้ตรวจการ และอำนาจในการบริหารจัดการงบประมาณและการปฏิบัติงานของสำนักผู้ตรวจการ

ความเป็นกลางและความเป็นธรรม
2.1 ผู้ตรวจการต้องมีความเป็นกลาง มีความเป็นธรรม และมีความเที่ยงตรง
2.2 ผู้ตรวจการต้องยึดมั่นในความเป็นธรรม ความยุติธรรม และข้อเท็จจริง ในการปฏิบัติต่อบุคคลและการพิจารณาปัญหาต่างๆ โดยต้องส่งเสริมให้เกิดกระบวนการจัดการอันยุติธรรมและเท่าเทียม และไม่สนับสนุนหรืออยู่ข้างบุคคลหนึ่งใดในองค์กร
2.3 ผู้ตรวจการต้องอยู่ในตำแหน่งที่รายงานขึ้นตรงอย่างเป็นกลางต่อผู้บริหารในระดับสูงที่สุดในองค์กรเท่าที่จะเป็นไปได้ และต้องปฏิบัติงานโดยเป็นเอกเทศต่อโครงสร้างสายงานและพนักงานตามรูปแบบปกติ นอกจากนี้ผู้ตรวจการต้องไม่อยู่ภายใต้การกำกับหรือมีความสัมพันธ์ทางโครงสร้างองค์กรกับหน่วยงานด้านการกำกับดูแลกฎเกณฑ์ขององค์กร
2.4 ผู้ตรวจการต้องไม่มีภาระหน้าที่เพิ่มเติมภายในองค์กรอันอาจกระทบต่อความเป็นกลางของผู้ตรวจการ โดยจะต้องไม่มีความสัมพันธ์ทั้งอย่างเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการในรูปแบบใดๆ ภายในองค์กร อันอาจทำให้เกิดหรือมีภาพลักษณ์แห่งผลประโยชน์ทับซ้อน นอกจากนี้ผู้ตรวจการต้องไม่มีผลประโยชน์ส่วนตน หรือมีส่วนได้เสียในผลแห่งปัญหาหรือข้อกังวลใดๆ
2.5 ผู้ตรวจการมีหน้าที่ในการพิจารณาข้อกังวลทางกฎหมายและผลประโยชน์ของบุคคลทั้งปวงอันเกี่ยวข้องกับประเด็นที่อยู่ภายใต้การพิจารณา
2.6 ผู้ตรวจการควรให้ความช่วยเหลือในการแสวงหาตัวเลือกของแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างรับผิดชอบ และช่วยสนับสนุนในการหารือเพื่อเลือกทางออกที่ดีที่สุด

การรักษาความลับ
3.1 ผู้ตรวจการต้องเก็บรักษาข้อมูลทั้งหมดของผู้ที่ขอความช่วยเหลือเอาไว้เป็นความลับ และต้องดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องรักษาข้อมูลความลับดังกล่าว อันรวมถึง: ผู้ตรวจการต้องไม่เปิดเผยการสื่อสารทุกรูปแบบอันเป็นความลับเว้นแต่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้เพื่อการหารืออย่างไม่เป็นทางการในกลุ่มผู้ตรวจการ แม้จะเป็นการดำเนินการอันอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของผู้ตรวจการก็ตาม; ผู้ตรวจการต้องไม่เปิดเผยหรือถูกร้องขอให้เปิดเผยตัวตนของบุคคลผู้ที่ติดต่อกับสำนักผู้ตรวจการ และต้องไม่เปิดเผยข้อมูลอันเป็นความลับซึ่งอาจใช้เพื่อระบุตัวตนของบุคคลผู้ที่ติดต่อกับสำนักผู้ตรวจการ อันไม่ได้รับอนุญาตโดยชัดแจ้งจากบุคคลดังกล่าว; ผู้ตรวจการต้องดำเนินการต่อปัญหาข้อกังวลของบุคคลใดๆ ภายใต้การได้รับอนุญาตโดยชัดแจ้งจากบุคคลดังกล่าวเท่านั้น และต้องดำเนินการเฉพาะภายใต้ขอบเขตที่ได้รับอนุญาต เว้นแต่การกระทำดังกล่าวเป็นไปเพื่อการปกป้องการระบุตัวตนของบุคคลผู้ที่ติดต่อกับสำนักผู้ตรวจการ ข้อกำหนดทั้งหมดนี้ให้มีการยกเว้นในกรณีที่ข้อมูลความลับนั้นอาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อปัญหาหรือความเสียหายอันรุนแรง และไม่มีทางเลือกอื่นใดอันเหมาะสม โดยให้ผู้ตรวจการมีอำนาจในการพิจารณาความเสี่ยงดังกล่าว
3.2 การสื่อสารระหว่างผู้ตรวจการและบุคคลอื่นใด (อันดำเนินการระหว่างที่ผู้ตรวจการได้ดูแลจัดการตามวิสัยดังกล่าว)  ให้ถือเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของผู้ตรวจการและสำนักผู้ตรวจการ และมิใช่ของบุคคลอื่นใดในปัญหาข้อกังวลดังกล่าว อีกทั้งห้ามมิให้บุคคลใดได้รับการยกเว้นจากเอกสิทธิ์นี้
3.3 ผู้ตรวจการต้องไม่มีส่วนร่วมในการให้การในกระบวนการอันเป็นทางการภายในองค์กร และต้องปฏิเสธต่อการให้การในกระบวนการอันเป็นทางการภายนอกองค์กร แม้จะได้รับอนุญาตหรือได้รับการร้องขอให้ดำเนินการดังกล่าว
3.4 หากผู้ตรวจการต้องดำเนินการกับปัญหาข้อกังวลใดตามระเบียบ (เช่น ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้ม ปัญหา นโยบาย และการปฏิบัติ) ผู้ตรวจการต้องดำเนินการดังกล่าวตามแนวทางอันเป็นไปเพื่อการปกป้องตัวตนของบุคคล
3.5 ผู้ตรวจการต้องไม่จัดเก็บบันทึกอันประกอบด้วยข้อมูลเพื่อระบุตัวตนให้แก่องค์กร
3.6 ผู้ตรวจการต้องจัดเก็บดูแลข้อมูล (เช่น บันทึก ข้อความในโทรศัพท์ ปฏิทินนัดหมาย) ในสถานที่และลักษณะอันปลอดภัย ป้องกันไม่ให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงได้ (รวมถึงฝ่ายบริหาร) และต้องสอดคล้องเป็นไปตามมาตรฐานการปฏิบัติเพื่อการทำลายข้อมูลดังกล่าว
3.7 ผู้ตรวจการต้องจัดเตรียมข้อมูล และ/หรือรายงานใดๆ ในลักษณะที่เป็นการปกป้องข้อมูลความลับ
3.8 ผู้ตรวจการต้องไม่แจ้งการสื่อสารใดๆ ที่ได้รับต่อองค์กรของตน ผู้ตรวจการมิได้เป็นตัวแทนขององค์กร และมิได้รับเรื่องร้องเรียนแทนองค์กร แต่สามารถแนะนำให้บุคคลดังกล่าวไปติดต่อกับฝ่ายงานที่เหมาะสมเพื่อแจ้งเรื่องร้องเรียนอย่างเป็นทางการได้

สถานะอันไม่เป็นทางการและมาตรฐานการปฏิบัติอื่นๆ
4.1 ผู้ตรวจการต้องปฏิบัติงานในสถานะอันไม่เป็นทางการ เช่น การรับฟัง การให้และรับข้อมูล การบ่งชี้และเปลี่ยนมุมมองปัญหา การจัดทำทางเลือกอย่างรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมอย่างไม่เป็นทางการกับบุคคลภายนอกโดยต้องได้รับความเห็นชอบและอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของผู้ตรวจการ นอกจากนี้ผู้ตรวจการยังอาจให้ความช่วยเหลือผู้อื่นในการจัดทำแนวทางใหม่เพื่อให้บุคคลเหล่านั้นสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง
4.2 ผู้ตรวจการอาจมีส่วนร่วมอย่างไม่เป็นทางการเพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาข้อกังวล และพิจารณาในข้อผิดปกติทางระเบียบปฏิบัติ และ/หรือปัญหาเชิงระบบอันส่งผลในวงกว้าง โดยให้เป็นไปตามเหมาะสม
4.3 ผู้ตรวจการต้องไม่ดำเนินการใดๆ อันเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ การกำหนดนโยบาย หรือการวินิจฉัยปัญหาข้อกังวลอย่างเป็นทางการให้แก่องค์กร
4.4 ผู้ตรวจการเป็นเสมือนส่วนเสริมและมิได้ใช้ทดแทนช่องทางหลัก โดยการขอความร่วมมือจากสำนักผู้ตรวจการนั้นต้องเป็นไปโดยสมัครใจ และมิใช่ขั้นตอนบังคับในกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนหรือในนโยบายขององค์กรแต่อย่างใด
4.5 ผู้ตรวจการต้องไม่มีส่วนร่วมในการสืบสวนหรือกระบวนการวินิจฉัยใดๆ อย่างเป็นทางการ หน้าที่ดังกล่าวควรดำเนินการโดยบุคคลอื่น หากได้รับการร้องขอให้มีการสืบสวนอย่างเป็นทางการ ผู้ตรวจการควรแนะนำให้บุคคลดังกล่าวติดต่อไปยังสำนักงานหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องตามเหมาะสม
4.6 ผู้ตรวจการต้องชี้แจงถึงแนวโน้ม ปัญหา และข้อกังวล ทางนโยบายและระเบียบปฏิบัติ อันรวมถึงโอกาสในการเกิดปัญหาและข้อกังวลในอนาคต พร้อมให้ข้อแนะนำหรือแนวทางในการจัดการกับปัญหาดังกล่าว โดยทั้งหมดต้องไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอันเป็นความลับหรือไม่มีการเปิดเผยตัวตน
4.7 ผู้ตรวจการต้องปฏิบัติตามหลักจรรยาบรรณและมาตรฐานการปฏิบัติของ IOA และต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องเพื่อประโยชน์ทางวิชาชีพ รวมถึงเปิดโอกาสให้พนักงานได้เข้ารับการฝึกอบรมทักษะวิชาชีพอย่างเหมาะสม
4.8 ผู้ตรวจการต้องดำรงไว้ซึ่งเกียรติแห่งความไว้วางใจในสำนักผู้ตรวจการ


© 2006 – สมาคมผู้ตรวจการนานาชาติ (www.ombudsassociation.org)